แม้ว่าเนื้อเพลงออกจะไม่ค่อยแมนสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เจ๋งที่สุดในเพลงนี้คือวรรคทอง 'จะขีรถเก๋ง เรือบิน หรือเดินดิ้นไป' อยากรู้มากว่า ลักษณาการ 'เดินดิ้นไป' นี่เขาเดินอย่างไร (ที่จริงอาจจะร้องว่าเดินดินก็ได้ แต่ทำนองเพลงทำให้มันกลายเป็น เดินดิ้น ไปได้


ชอบการใช้ภาษาในเพลงแบบสุดๆ การเขียนเพลงของคนมสมัยก่อนนี่คลาสสิคของแท้ ทุกคำเชื่อมโยงและส่งต่ออารมณืจนมันเกิดโลกพิเศษขึ้นมาเอง 

เนื้อเพลง 

 
จะจ้างสักพันฉันก็ไม่หันไปมอง
ถึงเธอจะใส่ทองเส้นโตเท่าโซ่รถไฟ
จะขี่รถเก๋งเรือบินหรือเดินดิ้นไป
สวมสร้อยเพชรเม็ดโตเท่าไข่ราคาแค่ไหนฉันก็ไม่มอง

จะจ้างสักพันฉันก็ไม่หันไปแล
เพราะเธอเคยฝากแผลให้ไว้จนใจกลัดหนอง
จะเป็นคุณหญิงคุณนายฉันก็ไม่มอง
ถึงอย่างไรเธอก็ยังต้องขึ้นชื่อว่าคนสองใจทุกวัน

* ก่อนอยู่บ้านนาเขาเรียกกันว่าอีกลอย
มาอยู่กรุงเทพฯมีผัวนายร้อยเปลี่ยนจากกลอยมาเป็นแรมจันทร์
แรมจันทร์แรมใจดีดีไปตัวใครตัวมัน
ซื่อเกินไปถึงไล่ไม่ทันช้ำช่างมันนึกว่าฝันเลยไป


จะจ้างสักพันฉันก็ไม่หันไปมอง
ถึงตัวจะหุ้มทองไม่มองให้โง่ทำไม
สักวันเถิดหนา น้ำตาจะนองหน้าใคร
เขาไม่แลแล้วคงจะได้ขึ้นชื่อคุณนายประจำโรงแรม

ซ้ำ *

 

ประวัติ ระพิน จาก WIKI ประวัติคลาสสิคมากๆครับ

ระพิน ภูไท มีชื่อจริงว่า บุญมี เรืองรัศมี เกิดเมื่อ พ.ศ. 2490 ที่ จ.สุโขทัย เป็นบุตรนายบุญมา และนางเจียน เรืองรัศมี มีพี่น้อง 8 คน เป็นคนที่ 5 เมื่อเขาโตขึ้น ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ พิษณุโลก โดยพ่อมีอาชีพถีบสามล้อรับจ้าง ต่อมาก็ซื้อรถสามล้อมาให้เช่า บางครั้งระพินจึงช่วยถีบสามล้อหาเงินบ้าง แต่เขาชอบที่จะร้องเพลงมากกว่า โดยชอบไปร้องเพลงเชียร์รำวงตามงานวัด ซึ่งพ่อแม่ของเขาก็ส่งเสริม โดยพาไปฝากอยู่กับวง "รวมดาวกระจาย" ของครูสำเนียง ม่วงทอง ที่มาเปิดการแสดงที่พิษณุโลก และครูก็รับเข้าร่วมวง หลังขึ้นไปทดลองร้องเพลง "กล่อมน้องนอนเปล" และ "ตำรวจครับ" ของ ชาย เมืองสิงห์ และได้รับการตอบรับจากผู้ชมอย่างดี (บางแห่งบอกว่า เขาร้องเพลง ทุกข์ร้อยแปด ของชาย เมืองสิงห์ เป็นที่ถูกใจ ผู้ชมจึงขอให้เขาร้องเพิ่มอีกเพลง) เมื่อมาร่วมวง เขาใช้ชื่อว่า "เพชร พิษณุโลก"

ระพิน ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จกับการเป็นนักร้อง ออกมาจากวงรวมดาวกระจาย หลังจากมีเรื่องชกต่อยกับน้องชายของครูสำเนียง และก็ได้หอบภรรยาชาวโคราช ที่พบรักตอนอยู่ในวง มาอยู่กับพี่สาวที่นครราชสีมา โดยหาเลี้ยงชีพด้วยการถีบสามล้อ ขณะที่ภรรยาขายของ

ต่อมาเมื่อวงดนตรีบรรจบ เจริญพร มาแสดงที่โคราช เขาจึงไปสมัครเป็นนักร้องในวง แต่ถูกปฏิเสธเพราะนักร้องเต็ม แต่ระพินก็ได้ขอขึ้นร้องหน้าเวที และเพราะสุ้มเสียงที่ไพเราะทำให้บรรจบ เปลี่ยนใจรับเข้ามาร่วมวงด้วย โดยใช้ชื่อว่า "ยอดเพชร ราชสีมา" แต่อยู่ประมาณ 1 ปี ก็ลาออก

โด่งดัง

ปี 2514 ครูฉลอง ภู่สว่างนัก แต่งเพลงชื่อดังชอบในน้ำเสียงของเขาจึงแต่งเพลงให้ร้องชุดแรก 3 เพลง คือ เพลงลาก่อนความโกหก, ปีวอกหลอกพี่, คำสั่งคุณหมอ โดยใช้ชื่อ ระพิน ภูไท เป็นครั้งแรกแต่ไม่มีทุน แต่ในที่สุด ก็ได้ประกิจ ศุภวิทยาโภคี มาเป็นนายทุน โดยทำสัญญาระบุว่า ระพินต้องอัดแผ่นเสียงให้ห้างซิมสันของเขาเพียงแห่งเดียวในระยะเวลา 3 ปีและสังกัดอยู่กับวงดนตรี "พิณศรีวิชัย" เท่านั้น ถ้าไปร้องให้คนอื่นต้องถูกปรับเพลงละ 20,000 บาท ระพินรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม แต่จนเมื่อเพลงชุดแรกดังแล้ว เขาได้ขอขึ้นค่าตัว แต่นายห้างไม่ยอม ระพินจึงงดออกงานกับวง ทำให้นายห้างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ระพินยอมออกจากวง และมาตั้งวงเองเมื่อปี 2515 ก่อนจะมีผลงานเพลงออกมามากมาย

ในช่วงปี 2516-2517 ที่ระพินรุ่งเรืองสูงสุดนั้น เขาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงมาก มีค่าตัวแพงที่สุด วงของ เขามีงานถึงคืนละ 3 ที่ตลอดปี จนต้องทำวงขึ้น 3 วง และเปิดแสดงในพื้นที่ไม่ห่างกันมากนัก เพื่อที่ตัว หัวหน้าวงจะได้คอยวิ่งรอกได้ ระพินจึงมีเงินทองมากมาย รวมทั้งความสุขสบาย และความสุรุ่ยสุร่าย เขามีรถยนต์ถึง 4 คัน คือแลนเซีย บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซีตรอง และโตโยต้า ถึงขั้นต้องจับไม้สั้นไม้ยาวว่าวันนั้นจะใช้คันไหน และมีภรรยาถึง 3 คน ประกอบกับความมีน้ำใจของเขา ทำให้ทรัพย์สินร่อยหรอ อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่สมัยอยู่วงรวมดาวกระจาย เขาเป็นคนที่ทำงานหนัก และประหยัดที่สุด เขาไม่เอาเปรียบใคร และไม่ค่อยยุ่งกับใคร เขาจะไม่ยอมเสียเงินค่าโรงแรมตอนที่ออกเดินสาย แต่จะอาศัยนอนบนรถของวง และต้องเผชิญกับกองทัพยุงอยู่เป็นนิจ

ตกต่ำ

ในระยะหลัง เมื่อความนิยมตกต่ำ ระพิน ภูไท เริ่มประสบปัญหาชีวิตมากมายจนกลายเป็นคนดื่มเหล้าจัด จนต้องเลิกวงประมาณปี 2520 เพราะเมาจนร้องเพลงไม่ได้ ภรรยาก็แบ่งสมบัติ และเลิกราแยกย้ายกันไป จนเหลือแต่ภรรยาคนสุดท้าย ระพินเริ่มกลับมายากจนอย่างมากอีกครั้ง

ต่อมาในปี 2523 ถนอม จันทร์เกตุ เพื่อนสนิทของระพิน พาไปพบชลธี ธารทอง นักแต่งเพลงชื่อดังขอให้แต่งเพลงให้ โดยทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนรักกันสมัยอยู่วง "รวมดาวกระจาย" และระพิน เคยพยายามชวนครูชลธีมาร่วมเป็นนักร้องในวงของเขาสมัยรุ่งเรืองด้วย โดยเสนอค่าตัวในระดับสูงมากเมืองเทียบกับสมัยนี้ แต่ชลธีซึ่งไปร่วมร้องเพลงเป็นบางครั้งบางคราว ตัดสินใจเลิกไปช่วยร้องในที่สุด เพราะเกรงใจระพินที่ให้เงินมาก

ชลธีแต่งเพลงให้ระพินได้แก่ เพลงไอ้หนุ่ม ต.ช.ด., ซ้งข้างผัวเขา, น้ำตาไอ้พิน ,ไอ้หนุ่มบ้านนาล, ลำดวนใจดำ ระพินที่ถูกถนอมขอให้เลิกกินเหล้า และหันมาซ้อมร้องเพลงอีกครั้ง แต่ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะเสียงไม่มี ต้องอัดกันหลายครั้งในแต่ละเพลง และผลงานที่ได้มา ก็ไม่ดีเช่นสมัยก่อน ทั้งๆที่สมัยก่อน วันหนึ่งๆเขาสามารถอัดได้หลายเพลง หลังอัดเสียงเพลงชุดสุดท้ายเสร็จ ถนอมได้ให้เงินระพินไปก้อนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ได้เอาเงินไปกินเหล้า ด้วยความที่อดมานาน และกินเหล้าเข้าไปมาก เขาจึงล้มป่วย จนต้องเข้าโรงพยาบาล ในสภาพที่ครอบครัวไม่มีเงินเหลือเลย

ลาลับ

ระพิน ภูไท ซึ่งเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนแล้ว เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี ด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตก ที่โรงพยาบาลมหาชัย เวลา 04.00 น. วันจันทร์ัที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2524ในสภาพที่ครอบครัวยากจนมาก ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อโลงศพ ต้องเรี่ยไรจากคนในวงการ


 

 

Blue Moon
You saw me standing alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

เคยฟังเพลง BLUE MOON กันไหมครับ

เพลงนี้มีเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1934 จากวันนั้นถึงวันนี้มีคนเอามาร้องสักร้อยคนได้แล้ว 

จากLOUISE ARMSTRONG ถึง FRANK SINATRA แต่เวลาผมคิดถึงเพลงBLUE MOON ผมจะคิดถึงเวอร์ชั่นนี้

Blue Moon
You know just what I was there for
You heard me saying a prayer for
Someone I really could care for

And then there suddenly appeared before me
The only one my arms will hold
I heard somebody whisper please adore me
And when I looked to the Moon it turned to gold

นี่คือเสียงของCLIFF RICHARD เจ้าพอ่เพลงpop bublegumจากอังกฤษ ที่เดินรอยตามเอลวิส  แต่ทำเพลงร๊อค หน่อมแน้มน่ารักจากยุคหกสิบ

ผมได้ฟังBLUE MOON ฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นแรกในชีวิต ตอนที่หัดฟังเพลงฝรั่งใหม่ๆ แล้วเลือกซื้อเทปพีคอกราคา 25 บาทจาร้านแถวบ้าน  การเลือกเพลงโปรดของพ่อกับแม่ จะได้ประโยชน์ด้วยการได้ตังค์ฟรี

Blue Moon
Now I'm no longer alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

And then there suddenly appeared before me
The only one my arms will ever hold
I heard somebody whisper please adore me
And when I looked the Moon had turned to gold

พอ่กับแม่ผมฟังภาษษอังกฤษไม่ออกสักคำ แต่กลับชอบELVIS และCLIFF อย่างมากๆ อาจจะเพราะอิทธิพลของหนัง  แม่ชอบเล่าว่าหนังเรื่อง THE YOUNG ONES  คลิฟฟ์เหมารถบัสไปเที่ยว ทำทุกอย่างใส่รถที่เหมือนรถบ้าน สำหรับแม่ในวัยสาวมันเท่เหลือใจ

มารู้ทีหลังว่าหนังมันคือ SUMMER HOLIDAY ตะหาก  รู้เพราะผมไปเจอวีดีโอโละขายไร้ซับจากตลาดนัดมือสอง ซื้อมาเปิดดูทั้งๆที่ไม่มีซับสักคำ แล้วถึงรู้ว่ามันคนละเรื่อง

 ตอนที่ฟังสมัยเด็กๆคิดว่าเพลงนี้มันเหงามากๆๆ ไม่ได้ฟังนานแล้วจนไปเจอไฟล์ในอินเตอร์เนทโดยบังเอิญ

Blue moon
Now I'm no longer alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

Blue moon
Now I'm no longer alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

เมื่อวานตอนไปขับรถเล่นเพลงนี้ที่ใส่ไว้ในmp3 มันก็เล่นขึ้นมา คิดถึงความเหงาโรแมนติกแบบเด็กๆตอนนั้รชะมัด  ตอนนี้คงเหงาแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

เลยเอาเพลงBLUE MOON ฉบับที่ผมชอบที่สุดในชีวิตมาให้ฟังกันครับ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพลง BLUE MOON ที่นี่ครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Blue_Moon_%28song%29

 

edit @ 29 Jul 2008 13:35:24 by หูคนเขลา

IN THE NAME OF CASSETTE

posted on 27 Jul 2008 12:33 by earoffools  in hearoffools

 

 

แล้วพอถึงตอนนี้เธอก็คิดถึงวัยเยว์  คิดถึงการพบเห็นและพลัดหายของมัน  คิดถึงเพื่อนเก่าแก่ที่เดินเข้าและออกไปจากเส้นรอบวงชีวิตของกันและกัน  คิดถึงอย่างทั่วไปโดยไม่เจาะจงเหตุกรณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดเป็นพิเศษ  เป็นเพียงความเศร้าสร้อยแบบทั่วๆไป หยาบๆอยู่บนผิวของความทรงจตำไม่ดิ่งลึกลงไป  ไม่เจ็บปวด เพียงชั่วขณะหนึ่งเพลงเก่าเพลงหนึ่ง ความฝันหลุดลอยลับหายคราหนึ่ง  ชิ้นส่วนความรักที่ไม่ได้รับการตอบสนองชิ้นหนึ่ง  วัยเยาว์หนึ่งๆ

 

เพลงนั้นประจุยุคสมัยเข้าในตัวมัน  เธอฟังเพลงนั้นครั้งแรกตอนอายุ 18 ตอนนี้เธอฟังมันตอนอายุ 30 เพลงนั้นเป็นเพลงเดิม โน้ตและคำร้องเดิม  แต่ไม่เหมือนเดิมอีก  เนื่องเพราะมันประจุเอาโมงยาม และความถวิลหาเข้าไป  ตอนนี้เพลงเดิมๆที่เธอเคยฟังด้วยเทปคาสเซตต์จนยืดหย่อน  เปลี่ยเป็นไฟล์ดิจิตอลที่จะไม่ยืดยาดจนเป็นแถบสีน้ำตาลที่เลื้อยพันเข้ากับแกนเหล็กสำหรับหมุน  ไม่ต้องดึงยืด ยื้อยุดอย่างเบามือกับหัวเทปไม่จงรักภักดีที่ดูดกลืนมันเข้าไป  ไม่ต้องพึ่งพาดินสอ ที่สอดเข้าไปเพื่อหมุนอย่างช้าและระวังไม่ให้เส้นสายนั้นพลิก หรือพับ หรือถูกยืดออกหรือขาด

 

วัยเยาว์หมุนอยู่ในแถบแม่เหล็กนั้น  ตอนนี้เธอคิดถึงเสียงคลิกขณะกดเพลย์ และกดอัด   คดถึงจังหวะที่พอดีซึ่งร้อยเอาเพลงทั้งหมดจากกองคาสเซตต์เทปสูงท่วมโต๊ะ  เสียงพลาสติกํอกแก๊ก  ปกเทปบรรจุเนื้อเพลง   กระดาษจดรายชื่อลวกๆ เทปเปล่ายี่ห้องทีดีเค ห่อด้วยพลาสติดสีแดงบางๆ ซากพลาสติกตกใต้ต๊ะและอาจปลิวไปตามลม

 

คนรัก เพื่อนสนิท การเดินทาง เธอคิดถึงสิ่งเหล่านั้น คาสเซตต์บางม้วนตกค้างอยู่ที่ไหนสักแห่ง  ในรถตู้ที่เหมากันไปเที่ยวทะเล  เจ้าของรถที่งงงวยกับเพลงประหลาดนอกโลกแห่งหูของเขา   หรือที่ไหนสักแห่ง   เสียงดนตรีขึ้นราตกสมัยซึ่งถูกเลิกใช้ไปแล้ว

 

วัยเยาว์ล่วงหน้าเราไปยังดินแดนอห่งความทรงจำ  ตอนนี้เธอคิดถึงอย่าวเลื่อนลอยราวกับสรรพสิ่งแตกออกเป็นฉากช่วงเล็กๆที่ไม่ปะติดปะต่อ ชื่อหนึ่งใบหน้าหนึ่งแวบผ่านเข้ามา  เธอลังเลนิดหนึ่งว่าจะโทรศัพท์หาคนที่เธอไม่ได้คุยด้วยนานแล้วดีหรือไม่ แต่เธอก็ไม่ได้โทรไป  คิ่คดถึงเงียบๆ ไม่แน่ใจว่าคิดถึงอากาศ เสียเพลง ผู้คน หรือความทรงจำกลางๆ

 

แล้วเธอก็คิดถึงสิ่งอื่น  สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไหลเลื่อนไป สู่การเมือง  เหตุการณ์ตรงหน้า หรือเลื่อนลอยไปสู่เมฆหมอกของสิ่งต่างๆที่เคลื่อนแลงคลี่คลุมม ตะกอนเหตุการณ์ตจจะทับถมกันลงมา และเธอก็จะหลงลืมไป  ถูกเหวี่ยงไปสู่สิ่งอื่นๆ และสิ่งอื่นๆ ต่อไป

scene from CRYING OUT FOR LOVE , IN THE CENTER OF THE WORLD directed by ISAO YUKISADA

วันนี้ได้โอกาสลงเพลงนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่แถมมากับ OST ข้างหลังภาพ ฉบับคุณเชิด ทรงศรี

 

นี่คือเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องข้างหลังภาพ ฉบับ คุณเชิด ทรงศรี

ส่วนต้นเป็นเนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่นที่เข้าใจว่า เป็นเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่น ส่วนหลัง คือการถอดความเนื้อเพลงนั้นซึ่งคมคาย และซัดอยู่กมัดในไม่กี่ประโยคโดยมิพักเสียเวลาเยิ่นเย้อขยายความ 

 

 ไม่ได้เป็นภูเขาฟูจี ภูเขาอื่นมีใช่ไร้คุณค่า ไม่ได้เป็นอาทิตย์ทิวา จงเป็นดาราในยามราตรี

ชอบเนื้อเพลงในท่อนนี้เหลือเกิน

 

 

 

นี่คือเพลงลูกทุ่งสุดแสนสามัญกระนั้นหรือ?

โปรดฟังอีกครังหนึ่ง !!! และอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากเนื้อเพลงจะแรงสุดๆ (ว่าด้วยการเรียนไปปดวหัวมีผัวดีกว่า)

แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือการที่เพลงนี้ขึ้นต้นด้วยทำนองลูกทุ่งภาคกลาง  ก่อนจะเข้าท่อนแยกด้วยทำนองแบบหมอลำ  แต่ที่น่าสนใจคือภายใต้ท่วงทำนองและรูปแบบหมอลำ เพลงนี้กลับร้องด้วยภาษาใต้!

เพลงนี้คือ cross culture ของวงการลูกทุ่งไทยที่ทำให้ฮิพฮอพลูทุ่งถึงกับต้องอายเพราะมัคือการกรธดดไปมาของเพลงพื้นบ้านจากหลากหลายภาค

เรไร รวงทอง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาว ศรีวิชัยโชว์ ของเอกชัย ศรีวิชัย ที่ยึดหัวหาดเมืองใต้ไว้จนแทบหมดสิ้น และเพลงนี้แสดงความเก๋าของทีมแต่งเพลงของพี่เอก!!

 

ภายใต้ความสามํย ที่คือเพลงที่ทำให้ขนหูลุก!