"A lot of people tell me they enjoy that album. It's hard for me to relate to that. I mean, it, you know, people enjoying the type of pain, you know?"

 

บอบ ดีแลนเคยให้สัมภาษณ์ไว้แบบนี้เวลาพูดถึงอัลบั้ม BLOOD ON THE TRACKS  อัลบั้มที่วางแผงในปี 975 พร้อมกับสิบเพลงซึ่งอัดแนน่ด้วยความหม่นเศร้า   ใครต่อใครบอกว่านี่คืออัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลอลับั้มหนึ่งของเขา และของโลกนี้  แม้ดีแลนจะไม่เคยบอกแต่แฟนๆก็เชื่อกันว่านี่คืออัลบั้มที่เขียนขึ้นจากความหมองเศร้าหลังจากเขากับภรรยา SARA DYLAN แยกทางกัน (ในI'M NOT THERE น่าจะเป็นช่วงของฮีธ เลดเจอร์ กับ ชาร์ลอตต์ แกงสบูร์ก)  

 

เพลง BUCKETS OF RAIN   เป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้ ท่วงทำนองแสนเศร้าเล่าเรื่องการเลิกร้างห่างลาของคนรัก  ฟังแล้วรู้สึกหัวใจสลายเยี่ยงกวี ในแสงจันทร์ซึ่งสะท้อนอยู่ในถึงรองน้ำตา

 

แปลตามอำเภอใจ เอาไว้ตามนี้ครับ

Buckets of rain
Buckets of tears
Got all them buckets comin' out of my ears.
Buckets of moonbeams in my hand,
You got all the love, honey baby,
I can stand.

 

น้ำฝนเป็นถังๆ

น้ำตาเป็นถังๆ

พากันไหลหลั่ง  มาจากสองหูของฉัน

แสงจันทร์เป็นถังๆ ในอุ้งมือ

เธอได้รัก ที่รัก

ฉันเข้าใจ

I been meek
And hard like an oak
I seen pretty people disappear like smoke.
Friends will arrive, friends will disappear,
If you want me, honey baby,
I'll be here.

ฉันผู้อ่อนน้อม

หากเข้มแข็งดุจโอ้คเก่าแก่

จ้องดูผู้คนอันงดงามเลือนจากจากไปดั่งสายหมอก

หากเธอยังต้องการฉัน ที่รัก

ฉันจะไปหา

 

Like your smile
And your fingertips
Like the way that you move your lips.
I like the cool way you look at me,
Everything about you is bringing me
Misery.

ฉันชอบรอยยิ้มของเธอ

และปลายนิ้วของเธอ

ฉันชอบการขยับริมฝีปากของเธอ

ชอบความเยือกเย็นยามเธอจ้องมองมา

และทุกสิ่งเกี่ยวกับเธอทำให้ฉันรู้ว่า

ที่มันนำพามมีเพียงความระทม

Little red wagon
Little red bike
I ain't no monkey but I know what I like.
I like the way you love me strong and slow,
I'm takin' you with me, honey baby,
When I go.

รถคันเล็กสีแดง

มอเตอรืไซค์คันเล็กสีแดง

ฉันอาจไม่ใช่มนุษย์ลิงเถือ่นถ้ำแต่ฉันรู้ว่าฉันชอบสิ่งใด

ฉันชอบวิธีที่เธอรักฉัน เข้มแข็งและเชื่องช้า

ฉันจะนำพาเธอไปกับฉัน ที่รัก

เมือ่ฉันจากไป

 

Life is sad
Life is a bust
All ya can do is do what you must.
You do what you must do and ya do it well,
I'll do it for you, honey baby,
Can't you tell?

ชีวิตนั้นเศร้า

ชีวิตนั้นเลวร้าย

ทุกสิ่งที่ทำได้คือทำในสิ่งที่ต้องทำ

เธอทำสิ่งที่เธอต้องทำ เธอทำดีแล้ว

และฉันจะทำเพื่อเธอ ที่รัก

เธอจะรู้ไหม

 

 

ในอัลบั้มของ THE TEARS ที่เป็นการกลับมาจูบปากกันของ เบรท แอนเดอร์สัน กับ เบอร์นาด บัทเลอร์ อีกครั้งนั้น เราชอบหลายเพลงมากๆ (จะบอกว่าชอบยกอัลบั้มก็ได้)  แต่เราชอบเพลง ‘สองสัตว์โลก'ที่สุด  จนถึงตอนนี้เรายังเก็บเพลงนี้ไว้ในmp3 ลองเปิดฟังมันบนรถโดยสาร หรือตอนขี่มอเตอร์ไซค์ จะรู้สึกเหมือนเรากำลังหลบหนีไปที่ไหนสักแห่ง หลบหนีอย่าเศร้าๆและสิ้นหวัง เหมือนคนสองคนในเพลงนี้ 

 

ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครมองเรา  

 

เคยเขียนเรื่องเล่าเล็กๆชินหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลงนี้ด้วย เอามาให้อ่านกันข้างล่าง หลังจากอ่านเนื้อเพลงแล้วร้าวรานกันแล้ว

This country looks like one big car park
The winters are so very long
And everybody wonders where the light has gone

ประเทศนี้มันยังกะลานจอดรถ

ฤดูหนาวหรือก็ยาวนาน 

จนทุกคนนึกสงสัยว่า เส้นแสงสูญหายไปไหน 

And Europe has its moving state lines
But Africa has winter sun
And you and me we're just two creatures on the run

ยุโรปเคลื่อนย้ายเส้นพรมแดนของตน

แต่แอฟริกาเจิดจ้าในดวงอทิตย์ฤดูหนาว

เธอกับฉันเราสองนั้นคือสเองสัตว์โลกเปลี่ยวเปล่า

หลบหนีชั่วนิรันดร์

And we'll go where the crowds don't stare
And no one laughs at what we wear
The phone might ring
The rain might sting oh but we don't care

ไปยังที่ซึ่งไม่มีใครจ้องมอง 

ไม่มีใครหัวเราะเยาะเสื้อผ้าของเรา 

โทรศัพท์จะกรีดเสียง

ฝนจะพรำสาย แต่เราไม่ต้องใส่ใจกับมันอีกแล้ว

We'll fly over the endless ocean
We're heading for the winter sun
'Cause you and me we're just two creatures on the run

 

เราจะบินข้ามมหาสมุทรอันไม่สุดสิ้น 

มุ่งสู่งแสงอาทิตย์แห่งเหมันต์

เพราะเราสองน้นคือสัตว์โลกเปลี่ยวเปล่า ซึ่งหลบนีชั่วนิรันดร์ 

America's our supermarket
In India we'll take some stopping
'Cause you and me we're just two creatures on the run


In Asia we can mend our breakdown
'Cause you and me we must escape now
And you and me we're just two creatures on the run
You and me we're just two creatures on the run
You and me we're just two creatures on the run
You and me we're just two creatures on the run

 อเมริกานั้นหรือือซุปเปอร์มาร์เกตของเรา

แวะพักนั่งเหงาในอินเดีย

เลิกร้างลากันในในเอซีย 

ประสาสัตว์โลกเปลี่ยวเปล่า ซึ่งหลบนีชั่วนิรันดร์ 

........................................................................................

เด็กชายผู้ตัดสินใจจะหนีไปด้วยกัน 

เราจะไปจากที่นี่กัน ดีไหม ไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา ไปยังทีที่ไม่มีใครหัวเราะเยาะใส่เรา เรา จะไปกันในตอนดึกดื่นของวันอาทิตย์ ฉันจะคอยเธอที่ท่ารถ ขนสัมภาระมาเท่าที่จำเป็น เรามีกันและกัน แล้ว ฉันเองไม่ต้องการอื่นใดอีกต่อไป

มัน ยากมากรู้ไหมที่เราจะอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ที่นี่หนาวเกินไป ในยามค่ำคืน และร้อนเกินไปในตอนกลางวัน ลมหนาวทำให้ฉันปวดกระดูก และความร้อนทำให้ฉันปวดหัว ผู้คนที่นี่ไม่เคยรักเรา ที่แท้แล้วพวกเขาไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง ที่ รัก พอเถิด กับการต้องกลายเป็นตัวประหลาด พอทีความเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย ฉันจะไม่ทนดับดวงตาหยามหมิ่น ถ้อยคำเสียดแทง การหลีกลี้หนีหน้า ความรักสร้างความผิดขนาดนั้นเลยเทียวหรือ การเป็นตัวเราเป็นเรื่องต่ำช้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

ที่ รัก ฉันไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจ และไม่อาจเข้าใจได้ สรรพสิ่งใดๆที่เขาพากันกล่าวอ้าง เขาทำให้เรากลายเป็นเชื้อโรค ทำให้เราน่ารังเกียจ ที่เจ็บปวดที่สุดคือเขาทำให้เราเกลียดตัวเอง ฉันไม่เอาอีกแล้วที่รัก ยื่นมือมาสิ ฉันจะพาเธอไปจากที่นี่ เราจะจี้เครื่องบิน บินไปลง สุดขอบโลก เราจะปล้นรถๆไฟ ไป แอฟริกา เราจะแอบลงเรือขนสินค้า เดินทางไปขั้วโลกเหนือ ที่ไหนก็ได้ที่ไกลจากที่นี่

ที่รัก เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันรักเธอ รู้ใช่ไหมว่าความรักของฉัน จิตวิญญาณของฉัน เลือดเนื้อของฉัน ลำลึงค์ของฉัน ไม่ได้มีไว้สำหรับใครก็ได้ แต่มันมีไว้สำหรับเธอเพียงผู้เดียว อย่าเชื่อ เพราะฉันนี่แหละจะพิสูจน์ให้เธอเห็น ความรักอย่างลึกซึ้ง รักอย่างหัวปักหัวปำ จะนำทางเรา พวกเขาเหล่านั่นเพียงหวาดกลัวความรัก พวกเข้าขีดเส้นกั้นขอบเขต เมื่อให้ความรักมารุกล้ำ ทำลายสิ่งที่เขารักยิ่งกว่านั่นคือตัวเขาเอง เขาอาจให้นิยามมันว่า ชีวิต นิยามมันว่าความมั่นคง ให้นิยามมันไปต่างๆนาๆ แต่ที่รัก ให้ความรักนำทางเราเถอะ ถ้ามันจะพาเราไปยังดินแดนทุรกันดาร เราก็จะไป ฉันจะปกป้องเธอ ด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณของฉัน เราจะไม่มีวันแพ้ แม้เราอาจต้องตายเพราะความรักความตายก็จะทำให้เราเป็นนิรันดร์ เราจะรักกันจนไม่รักตนเองอีกต่อไป ไปจากเส้นรอบวงนี้เถิดที่รัก ขึ้นรถไปกับฉัน สู่ที่อื่น เมืองอื่น ถนนอื่น ความฝันอื่น ไปเกิด ไปเถิด

แต่เด็กชายอีกคนไม่อยากหนีไปจากที่นี่ .....

ถนนทำให้เขาหวดผวา ผู้ คนแปลกหน้าทำให้เขารู้สึกกลัว เขาเคยชินกับเมืองนี้ กับผู้คนที่นี่ เขาเคยชินกับการหลบซ่อนเพื่อหลงรักเด็กชายอีกคน เขาเคยชินกับการเกลียดชังที่ตัวเองเป็นเช่นนี้ ความรักของฉัน เลือดเนื้อของฉันวิญญาณของฉัน ลำลึงค์ของฉัน ฉันเกลียดที่มันเป็นเช่นที่มันเป็นอยู่ แต่ฉันก็ไม่อาจเป็นเช่นอื่นได้ เขาคิดเช่นนั้นในยามเช้า ขณะที่เขายืนเปลือยเปล่า ขาวซีดอยู่หน้ากระจกเงา เขาเคยชินกับถ้อยคำซุบซิบนินทา เขาเคยชินกับความเจ็บปวดเหล่านั้น สำหรับเขาความเจ็บปวดที่เราเคยชินอุ่นสบายกว่าความสุขแปลกหน้า ที่ไม่อาจคาดเดา

ตลอดสุนทรพจน์อันยาวนาน อันแข็งกร้าวและร้าวรานใจของชายคนรัก เด็กชายทำได้เพียงเบือนหน้าหนี และร้องให้ เพราะ เขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางจะไปจากที่นี่ได้ เขาร้องให้ เพราะเข่ารู้ว่า เขาไม่มีทางรั้งคนรักของเขาไว้ได้ เขาร้องให้เพราะรู้ว่าเขาไม่อาจจะได้เจอกันอีก ความรักของเขาจะจบลง และเขาคงเกลียดตัวเองไปชั่วนิรันดร์ เขารู้ว่าจะอย่างไรเสีย เรื่องราวได้ดำเนินมาสู่จุดที่ไม่อาจหวนกลับ หวังเพียงไม่ให้มันเศร้าเกินไปนัก

ค่ำวันอาทิตย์

อากาศ มืดหมองทั่วทุกทิศทาง ฝนตกลงมาตอนหัวค่ำ จนราวกับทั้งเหมือนจมลงในน้ำ เด็กชายคนนั้นหอบกระเป๋ามายืนรออยู่ที่ท่ารถ เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวออกมาส่งเด็กชาย เธออยากร้องให้ที่เขาจะต้องไปจากที่ยี่ แต่เธอก็ดีใจที่เขาจะได้ไปในที่ที่เขาจะได้เป็นเช่นที่เขาต้องการ ค่ำ นั้น เธอสวมชุดสีขาว กระโปรงบานขลิบลายลูกไม้ และเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว ปลายผมเธอชื้นฝน ขณะเธอถือร่มสีแดง กันฝนให้เด็กชายและ ตัวเธอเอง

ฝนตก

เวลา ล่วงเลยไปจนยามดึก รถออกจากเมืองเที่ยวสุดท้าย จอดรออยู่ริมถนน แช่อยู่ในน้ำฝนจนราวกับว่าสีส้มของตัวรถถูกกัดให้หม่นหมองกลายเป็นสีน้ำตาล ไม่มีวี่แววของเด็กชายอีกคน แม้แต่น้อย มีเพียงสายฝนที่ตกไม่รู้จบเท่านั้น เธอแอบเห็นสายฝนในดวงตาของเด็กชายแต่ไม่อาจเอ่ยถ้อยคำใด นอกจากยืนนิ่งอยู่เป็นเพื่อน

แล้วเด็กๆกลุ่มนั้นก็เดินออกมาจากทางหัวมุมถนน พวกเขามองเห็นเด็กชายตั้งแต่ไกล เด็ก พวกนั้น เอ่ยปากกระทบกระเทียบ เด็กชายกำหมัดแน่น เด็กสาวกุมมือเด็กชายไว้แน่นรู้สึกถึงแรงบีบอันโกรธแค้น ถั่งโถมไหลหลั่งออกมาจากมือ ยิ่งเห็นเขาตัวสั่น เด็กเหล่านั้นก็ยิ่งสนุกปาก พลันมือเขาหลุดจากมือเธอ เด็กสาว ล่มลงไปกองกับพื้น ขณะที่เด็กชายเข้าตะลุมบอน กับกลุ่มเด็กๆ

ฝนตก

สาย ฝนห่มคลุมผู้คน จนไม่อาจมองเห็นกันและกัน เด็กสาวเอาแต่กรีดร้อง เธอมองเห็นเด็กชาย สะบัดตัวออกจากการยึดกุม กระเป๋าเสื้อผ้ากระจุยกระจายเกลื่อนไปกับพื้น

ฝนตก

ใน บ้านอันแข็งแรงแน่นหนา เด็กชายอีกคนเปลือยกาย เกลียดชังตนเอง จนอยากจะเอามีดกรีดเนื้อหนังออกไปให้หมด แล้วเกิดใหม่กลายเป็นผีเสื้อ เขาเปลือยกายจ้องมองลำลึงค์น่ารังเกียจของตนโดยไม่ได้มองมีดที่อยู่ในมือ

ฝนตก

เขา ถูกยิงล้มลง เลือดแดงฉานองไปบนพื้นเจือจางไปกับน้ำฝน บางส่วนกระเซ็นเปื้อนกระโปรงสีขาวของเธอเห็นเป็นจุดๆ ขณะเธอมองดูร่างของเขาล้มลงสิ้นใจ ห่างจากประตูรถไปเพียงห้าร้อยเมตร ผู้คนกรูกันเกาะหน้าต่างขณะพนักงานขับรถปิดประตู แล่นจากไปราวไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น

ฝนตก

ฝน สีแดงชื้นผ้าปูที่นอนสีขาวเด็กชายห่อร่างเปลือยของตนไว้ภายใน เจ็บปวดจนรู้สึกชาไปหมด ร่างกายหนาวสั่นเกร็งกระตุกไปทั้งตัว เขากระชับผ้าแน่นเข้า สัมผัส รอยเปื้อนสีแดงที่เริ่มเย็นลง และค้นพบว่า ไม่ว่าเขาจะกรีดเฉือนตนเองสักเท่าไร ก็ไม่สามารถ ทำลายล้างความเกลียดชังลงไปได้เลย ไม่มีทาง

ฝนตก

และใครบางคนคิดถึงเรื่องราวเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเกิดได้ ขณะนั่งดื่มนมร้อนในตอนกลางคืน เพื่อที่จะเข้านอนแล้วหลับฝันดี

แรงบันดาลใจจาก เพลง Two Creatures โดย The Tears

ภาพยนตร์ My Own Private Idaho และ Brokeback Mountain

 

 

 

 

 

เลยพ้นไปจากประเด็นทางสังคมจากชีวิตปัจเจกบุคคลที่ยังฉ่ำน้ำเนื้อแม้จะผ่านมาหลายสิบปี (กล่าวอีกทางหนึ่งคือปัญหาไม่เคยได้รับการแก้ไขนั่นแล) นี่คืออีกหนึ่งหลักฐานชี้ชัดถึงความคลาสสิค และเป็นนายภาษาของเพลงลูกทุ่งสมัยก่อน  เพราะนี่คือเรื่องเล่าเศร้ารักขงไอ้หนุ่มรถสองแถว และน้องแอ๋วสาวราม ที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับรถมัสแตง เรื่องมันก็ไม่มีอะไรมาก  ทำนองเพลงก็สามัญธรรมดา  แต่โปรดไล่สายตาตรงเนิ้อเพลงล้วเพ่งพิศดูคำสัมผัสที่ใช้ในการเล่า ไม่มีคำไหนไม่จำเป็น และไม่มีคำไหนเฉไฉออกนอกเส้นทาง รวบรัดตัดความ จบเรื่องเล่าและเศร้าสร้อยไปได้ในสามนาที

 

ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับเพลง หรือศรเทพ ศรทอง ที่เป็นคนร้องไม่ได้ แต่จำได้ว่าที่บ้านมีแผ่นเสียงซิลเกิ้ล เพลงนี้ (สิ่งซึ่งน่าสดุดีจากยุคสมัยของแผ่นเสียงที่หายไปจากวงการซีดีในบ้านเรา คือการออกแผ่นซิงเกิ้ล สองเพลงที่ซาบซึ้งคุ้มราคากว่าหนึ่งเพลงที่ฮิตเฉพาะท่อฮุกกับอีกเก้าเพลงที่ราคาถูกกว่าของแถมขนมเสียอีก)  ในช่วยวัยประถาม น้องแอ๋ว เลยกลายเป็นภาพลักษณ์สาวรามในความคิดของผมอยู่ระยะหนึ่งเลยทีเดียว

 

ขอผิดท้ายด้วยวรรคทองคลาสสิคที่บาดจิตมาก เพราะหลังพ่ายรักที่พ่อหนุ่มทำได้คือ ‘ขับรถหัวใจลอยล่อง ต้องล๊อคประตู เข้าอู่ร้องให้'

 

โดยส่วนตัว ผมเคยค้นพบมาด้วยตนเองแล้วว่าอาการ ‘ขับรถหัวใจลอยล่อง' เป็นอาการซึ่งเจ็บจริงไม่พึ่งสลิงหรือสตันท์ !

 


 

ขับรถสองแถวส่งแอ๋วเรียนราม
ปีนี้คนงามเรียนอยู่ปีสามนิติศาสตร์
ออกรถทุกวันเหนื่อยจนใจนั้นแทบจะขาด
ค่าโดยสารคนละบาทอุตส่าห์ประหยัดส่งแอ๋วเรียนราม

ขับรถสองแถวส่งให้แอ๋วเรียน
แอ๋วก็หมั่นเพียรขยันไปเรียนรอบค่ำ
ทุกเย็นถึงวินรับส่งยุพินถึงบ้านประจำ
รักกันไม่เคยเกินกล้ำสำเร็จจากรามเราหวังแต่งกัน

พอขึ้นปีสี่คนดีไยมาเปลี่ยนแปลง
แอ๋วไปนั่งรถมัสแตงติดแอร์สีแดงรับส่งทุกวัน
เป็นลูกเศรษฐีห้อยกระบี่นายร้อยสามพราน
แฟนใหม่แอ๋วมีหลักฐานสองแถวโดยสารแอ๋วเลยไม่มอง

* เดี๋ยวนี้สองแถวขาดแอ๋วนั่งเคียง
เหลือไว้แต่เพียงเบาะเปล่าที่ไร้เจ้าของ
สองแถวมันจนหน้ามลแอ๋วเลยไม่มอง
ขับรถหัวใจลอยล่องต้องล็อคประตูเข้าอู่ร้องไห้

ซ้ำ *

 

 

 

 


 

ที่ที่ไม่มีใครเอื้อมถึง

คิดถึงคุณเพียงลำพังในห้องปิด

ปรารถนาให้เพดานสีขาวหม่นนั้นปริแตกออกเพื่อจะเห็นท้องฟ้ายามบ่ายอันเงียบเศร้า

 

ที่ที่ไม่มีใครเอื้อมถึง

โลกที่ผมไม่ให้คุณเข้าไป

คุณอยู่ที่นั่น เป็นคล้ายความฝันเลื่อนลอย

ซึ่งผมประดิษฐ์สร้างมาเฉพาะตัวผมเอง

 

คิดถึงคุณเพียงลำพังในห้องปิด

กับร่องรอยที่คุณทิ้งไว้

ขณะเก็บข้าวของจากไป

 

ที่ที่ไม่มีใครเอื้อมถึง

สุดท้ายคุณไปสู่ที่นั่น ซึ่งผมจะไม่มีวันเอื้อมถึง

ทิ้งผมไว้ในห้องซึ่งปิดตาย

ซึ่งลั่นดาลไว้โดยมือของผมเอง

 

...................................................

 

ชอบความเศร้าและเสียงแซกโซโฟนในเพลงนี้  จริงๆเพลงในอัลบั้มYARINDA AND FRIENDS โปร่งและแน่นพอจะฟังได้ในทุกเวลา แต่โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเพลงนี้เหมาะกับยามบ่ายเศร้าๆ โดยแท้

 

ผมเคยคิดว่า เพลงของบอบ ดีแลนควรจะถูกจำแนกประเภทออกมาเป็นอีกแบบหนึ่ง เราอาจเรียกว่ามีเพลงแจซซ ร๊อค แรกแก้ สกา และ บอบ ดีแลนก็ได้

 

ในเรื่องสั้น /นิยาย /บทความ ‘ปาลีกับศิลปะ' ของคุณ ทินกร หุตางกูร อีกหนึ่งนักเขียนคนโปรดในWAY เล่มล่าสุด ปาลีเข้าเรียนวิชา Dylanology ซึ่งเป็นวิชาว่าด้วยการวิเคราะห์เนื้อพเลงของ บอบ ดีแลน ถ้าผมเข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับปาลีได้ นี่คงเป็นวิชาที่ผมเลือกเรียนโดยไม่ต้องบังคับ

 

ผมรู้จักบอบ ดีแลนจากโจน บาแอซ เริ่มทีเดียวผมฟังโจน บาแอซก่อน จนมาได้เจอเพลงFAREWELL, ANGELINA เพลงเศร้าที่สุดเพลงหนึ่งในศตวรรษของผม เนื้อเพลงพูดถึงหารบอกลาเพื่อนรักเพราะโลกนี้ไม่มีที่ทางให้กับคนรักสันติอีกต่อไป  ไม่แปลกใจที่คนแต่งชื่อ บอบ ดีแลน

 

ไปหาบอบ ดีแลนมาฟังเอง ผมพบว่าเพลงของเขามันเพราะกว่าเวลาคนอื่นเอาไปร้อง  แต่ยิ่งฟังนานวันก็ยิ่งถูกดึงดูดโดยเพลงของเขา บางเพลงชอบแทบตาย(ในเวอร์ชั่นอื่น) มาพลิกหาเนื้องเพลงถึงได้รู้ว่ามันโยงเข้ากับ บอบดีแลน

 

หัดฟังบอบ ดีแลนมาหลายปี แต่เพิ่งกลับมาจริงจังหลังการมาถึงของI'M NOT THERE ที่ผมดูซ้ำไปสองรอบอย่างช่าฉ่ำหัวใจ จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่สามารถออกปากว่าตัวเองเป็นแฟนของบอบ ดีแลนได้ เขาแต่งเพลงไว้มากมาย และการฟังเพลงของบอบ ดีแลนไม่ได้เป็นแค่การยัดหูฟังเข้าสองหู แล้วเปิดฟัง  เราต้องหาเนื้อเพลงมาอ่าน รวมเลยไปถึงการอ่านบทความเกี่วกับประวัติศาสตร์การเมือง ในแต่ละช่วงด้วย 

 

เพลงของบอบ ดีแลนที่ผมชอบที่สุดในช่วงครึ่งปีหลัง(จนเปิดฟังแทบทุกวัน ) คือเพลง ‘เวลา นั้นหรือคือความเปลี่ยนแปลง' THE TIMES THEY ARE A CHANGIN'   เมื่อวานนี้เจอเพลงนี้อีกครั้งในซีนเปิดเรื่องของWATCHMEN (ZACK SNEIDER /2009 /USA)A++++ ( มันมาต่อกับเพลงUNFORGETTABLEของNAT KING COLE ได้อย่างมีนัยยะอันเจ็บปวดรวดร้าว และเนื้อเพลงถากถางตัวละครได้อย่างถอนรากถอนโคน )   อยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้แต่เกรงจะไม่มีเวลา อย่างไรก็ตาม อยากเขียนถึงเพลงนี้มากกว่ามากๆ

 

บอบ ดีแลนเขียนเพลงนี้ในปี 1963 ช่วงเวลาที่เขายังร้องเพลงประท้วงอยู่ (ใน I'M NOT THERE  น่าจะเป็นช่วงของ คริสเตียน เบล โดยมีจูลี่แอนน์ มัวร์เล่นบท โจน บาแอซ ได้เหมือนจนช๊อค!)  เขาบอกว่าเขาเขียนเพลงนี้เพื่อให้เป็น ‘เพลงชาติแห่งความเปลี่ยนแปลง' และแม้นักวิจารณ์หลายคนจะบอกว่าเพลงนี้ตายตั้งแต่มันถูกเขียน ผมก็คิดว่ามันตายเพราะมันคือความเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นถูกเขียนไว้ในเพลงแล้ว 

 

มาชวนฟังเพลงนี้กันครับ

 

 

 

Come gather 'round people
Wherever you roam
And admit that the waters
Around you have grown
And accept it that soon
You'll be drenched to the bone.
If your time to you
Is worth savin'
Then you better start swimmin'
Or you'll sink like a stone

For the times they are a-changin'.

Come writers and critics
Who prophesize with your pen
And keep your eyes wide
The chance won't come again
And don't speak too soon
For the wheel's still in spin
And there's no tellin' who
That it's namin'.
For the loser now
Will be later to win

For the times they are a-changin'.

Come senators, congressmen
Please heed the call
Don't stand in the doorway
Don't block up the hall
For he that gets hurt
Will be he who has stalled
There's a battle outside
And it is ragin'.
It'll soon shake your windows
And rattle your walls
For the times they are a-changin'.

Come mothers and fathers
Throughout the land
And don't criticize
What you can't understand
Your sons and your daughters
Are beyond your command
Your old road is
Rapidly agin'.
Please get out of the new one
If you can't lend your hand

For the times they are a-changin'.

The line it is drawn
The curse it is cast
The slow one now
Will later be fast
As the present now
Will later be past
The order is
Rapidly fadin'.
And the first one now
Will later be last
For the times they are a-changin'.

 

 

http://en.wikipedia.org/wiki/The_Times_They_Are_a-Changin%27_(song)