hearoffools

 

 

ในอัลบั้มของ THE TEARS ที่เป็นการกลับมาจูบปากกันของ เบรท แอนเดอร์สัน กับ เบอร์นาด บัทเลอร์ อีกครั้งนั้น เราชอบหลายเพลงมากๆ (จะบอกว่าชอบยกอัลบั้มก็ได้)  แต่เราชอบเพลง ‘สองสัตว์โลก'ที่สุด  จนถึงตอนนี้เรายังเก็บเพลงนี้ไว้ในmp3 ลองเปิดฟังมันบนรถโดยสาร หรือตอนขี่มอเตอร์ไซค์ จะรู้สึกเหมือนเรากำลังหลบหนีไปที่ไหนสักแห่ง หลบหนีอย่าเศร้าๆและสิ้นหวัง เหมือนคนสองคนในเพลงนี้ 

 

ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครมองเรา  

 

เคยเขียนเรื่องเล่าเล็กๆชินหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลงนี้ด้วย เอามาให้อ่านกันข้างล่าง หลังจากอ่านเนื้อเพลงแล้วร้าวรานกันแล้ว

This country looks like one big car park
The winters are so very long
And everybody wonders where the light has gone

ประเทศนี้มันยังกะลานจอดรถ

ฤดูหนาวหรือก็ยาวนาน 

จนทุกคนนึกสงสัยว่า เส้นแสงสูญหายไปไหน 

And Europe has its moving state lines
But Africa has winter sun
And you and me we're just two creatures on the run

ยุโรปเคลื่อนย้ายเส้นพรมแดนของตน

แต่แอฟริกาเจิดจ้าในดวงอทิตย์ฤดูหนาว

เธอกับฉันเราสองนั้นคือสเองสัตว์โลกเปลี่ยวเปล่า

หลบหนีชั่วนิรันดร์

And we'll go where the crowds don't stare
And no one laughs at what we wear
The phone might ring
The rain might sting oh but we don't care

ไปยังที่ซึ่งไม่มีใครจ้องมอง 

ไม่มีใครหัวเราะเยาะเสื้อผ้าของเรา 

โทรศัพท์จะกรีดเสียง

ฝนจะพรำสาย แต่เราไม่ต้องใส่ใจกับมันอีกแล้ว

We'll fly over the endless ocean
We're heading for the winter sun
'Cause you and me we're just two creatures on the run

 

เราจะบินข้ามมหาสมุทรอันไม่สุดสิ้น 

มุ่งสู่งแสงอาทิตย์แห่งเหมันต์

เพราะเราสองน้นคือสัตว์โลกเปลี่ยวเปล่า ซึ่งหลบนีชั่วนิรันดร์ 

America's our supermarket
In India we'll take some stopping
'Cause you and me we're just two creatures on the run


In Asia we can mend our breakdown
'Cause you and me we must escape now
And you and me we're just two creatures on the run
You and me we're just two creatures on the run
You and me we're just two creatures on the run
You and me we're just two creatures on the run

 อเมริกานั้นหรือือซุปเปอร์มาร์เกตของเรา

แวะพักนั่งเหงาในอินเดีย

เลิกร้างลากันในในเอซีย 

ประสาสัตว์โลกเปลี่ยวเปล่า ซึ่งหลบนีชั่วนิรันดร์ 

........................................................................................

เด็กชายผู้ตัดสินใจจะหนีไปด้วยกัน 

เราจะไปจากที่นี่กัน ดีไหม ไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา ไปยังทีที่ไม่มีใครหัวเราะเยาะใส่เรา เรา จะไปกันในตอนดึกดื่นของวันอาทิตย์ ฉันจะคอยเธอที่ท่ารถ ขนสัมภาระมาเท่าที่จำเป็น เรามีกันและกัน แล้ว ฉันเองไม่ต้องการอื่นใดอีกต่อไป

มัน ยากมากรู้ไหมที่เราจะอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ที่นี่หนาวเกินไป ในยามค่ำคืน และร้อนเกินไปในตอนกลางวัน ลมหนาวทำให้ฉันปวดกระดูก และความร้อนทำให้ฉันปวดหัว ผู้คนที่นี่ไม่เคยรักเรา ที่แท้แล้วพวกเขาไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง ที่ รัก พอเถิด กับการต้องกลายเป็นตัวประหลาด พอทีความเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย ฉันจะไม่ทนดับดวงตาหยามหมิ่น ถ้อยคำเสียดแทง การหลีกลี้หนีหน้า ความรักสร้างความผิดขนาดนั้นเลยเทียวหรือ การเป็นตัวเราเป็นเรื่องต่ำช้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

ที่ รัก ฉันไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจ และไม่อาจเข้าใจได้ สรรพสิ่งใดๆที่เขาพากันกล่าวอ้าง เขาทำให้เรากลายเป็นเชื้อโรค ทำให้เราน่ารังเกียจ ที่เจ็บปวดที่สุดคือเขาทำให้เราเกลียดตัวเอง ฉันไม่เอาอีกแล้วที่รัก ยื่นมือมาสิ ฉันจะพาเธอไปจากที่นี่ เราจะจี้เครื่องบิน บินไปลง สุดขอบโลก เราจะปล้นรถๆไฟ ไป แอฟริกา เราจะแอบลงเรือขนสินค้า เดินทางไปขั้วโลกเหนือ ที่ไหนก็ได้ที่ไกลจากที่นี่

ที่รัก เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันรักเธอ รู้ใช่ไหมว่าความรักของฉัน จิตวิญญาณของฉัน เลือดเนื้อของฉัน ลำลึงค์ของฉัน ไม่ได้มีไว้สำหรับใครก็ได้ แต่มันมีไว้สำหรับเธอเพียงผู้เดียว อย่าเชื่อ เพราะฉันนี่แหละจะพิสูจน์ให้เธอเห็น ความรักอย่างลึกซึ้ง รักอย่างหัวปักหัวปำ จะนำทางเรา พวกเขาเหล่านั่นเพียงหวาดกลัวความรัก พวกเข้าขีดเส้นกั้นขอบเขต เมื่อให้ความรักมารุกล้ำ ทำลายสิ่งที่เขารักยิ่งกว่านั่นคือตัวเขาเอง เขาอาจให้นิยามมันว่า ชีวิต นิยามมันว่าความมั่นคง ให้นิยามมันไปต่างๆนาๆ แต่ที่รัก ให้ความรักนำทางเราเถอะ ถ้ามันจะพาเราไปยังดินแดนทุรกันดาร เราก็จะไป ฉันจะปกป้องเธอ ด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณของฉัน เราจะไม่มีวันแพ้ แม้เราอาจต้องตายเพราะความรักความตายก็จะทำให้เราเป็นนิรันดร์ เราจะรักกันจนไม่รักตนเองอีกต่อไป ไปจากเส้นรอบวงนี้เถิดที่รัก ขึ้นรถไปกับฉัน สู่ที่อื่น เมืองอื่น ถนนอื่น ความฝันอื่น ไปเกิด ไปเถิด

แต่เด็กชายอีกคนไม่อยากหนีไปจากที่นี่ .....

ถนนทำให้เขาหวดผวา ผู้ คนแปลกหน้าทำให้เขารู้สึกกลัว เขาเคยชินกับเมืองนี้ กับผู้คนที่นี่ เขาเคยชินกับการหลบซ่อนเพื่อหลงรักเด็กชายอีกคน เขาเคยชินกับการเกลียดชังที่ตัวเองเป็นเช่นนี้ ความรักของฉัน เลือดเนื้อของฉันวิญญาณของฉัน ลำลึงค์ของฉัน ฉันเกลียดที่มันเป็นเช่นที่มันเป็นอยู่ แต่ฉันก็ไม่อาจเป็นเช่นอื่นได้ เขาคิดเช่นนั้นในยามเช้า ขณะที่เขายืนเปลือยเปล่า ขาวซีดอยู่หน้ากระจกเงา เขาเคยชินกับถ้อยคำซุบซิบนินทา เขาเคยชินกับความเจ็บปวดเหล่านั้น สำหรับเขาความเจ็บปวดที่เราเคยชินอุ่นสบายกว่าความสุขแปลกหน้า ที่ไม่อาจคาดเดา

ตลอดสุนทรพจน์อันยาวนาน อันแข็งกร้าวและร้าวรานใจของชายคนรัก เด็กชายทำได้เพียงเบือนหน้าหนี และร้องให้ เพราะ เขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางจะไปจากที่นี่ได้ เขาร้องให้ เพราะเข่ารู้ว่า เขาไม่มีทางรั้งคนรักของเขาไว้ได้ เขาร้องให้เพราะรู้ว่าเขาไม่อาจจะได้เจอกันอีก ความรักของเขาจะจบลง และเขาคงเกลียดตัวเองไปชั่วนิรันดร์ เขารู้ว่าจะอย่างไรเสีย เรื่องราวได้ดำเนินมาสู่จุดที่ไม่อาจหวนกลับ หวังเพียงไม่ให้มันเศร้าเกินไปนัก

ค่ำวันอาทิตย์

อากาศ มืดหมองทั่วทุกทิศทาง ฝนตกลงมาตอนหัวค่ำ จนราวกับทั้งเหมือนจมลงในน้ำ เด็กชายคนนั้นหอบกระเป๋ามายืนรออยู่ที่ท่ารถ เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวออกมาส่งเด็กชาย เธออยากร้องให้ที่เขาจะต้องไปจากที่ยี่ แต่เธอก็ดีใจที่เขาจะได้ไปในที่ที่เขาจะได้เป็นเช่นที่เขาต้องการ ค่ำ นั้น เธอสวมชุดสีขาว กระโปรงบานขลิบลายลูกไม้ และเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว ปลายผมเธอชื้นฝน ขณะเธอถือร่มสีแดง กันฝนให้เด็กชายและ ตัวเธอเอง

ฝนตก

เวลา ล่วงเลยไปจนยามดึก รถออกจากเมืองเที่ยวสุดท้าย จอดรออยู่ริมถนน แช่อยู่ในน้ำฝนจนราวกับว่าสีส้มของตัวรถถูกกัดให้หม่นหมองกลายเป็นสีน้ำตาล ไม่มีวี่แววของเด็กชายอีกคน แม้แต่น้อย มีเพียงสายฝนที่ตกไม่รู้จบเท่านั้น เธอแอบเห็นสายฝนในดวงตาของเด็กชายแต่ไม่อาจเอ่ยถ้อยคำใด นอกจากยืนนิ่งอยู่เป็นเพื่อน

แล้วเด็กๆกลุ่มนั้นก็เดินออกมาจากทางหัวมุมถนน พวกเขามองเห็นเด็กชายตั้งแต่ไกล เด็ก พวกนั้น เอ่ยปากกระทบกระเทียบ เด็กชายกำหมัดแน่น เด็กสาวกุมมือเด็กชายไว้แน่นรู้สึกถึงแรงบีบอันโกรธแค้น ถั่งโถมไหลหลั่งออกมาจากมือ ยิ่งเห็นเขาตัวสั่น เด็กเหล่านั้นก็ยิ่งสนุกปาก พลันมือเขาหลุดจากมือเธอ เด็กสาว ล่มลงไปกองกับพื้น ขณะที่เด็กชายเข้าตะลุมบอน กับกลุ่มเด็กๆ

ฝนตก

สาย ฝนห่มคลุมผู้คน จนไม่อาจมองเห็นกันและกัน เด็กสาวเอาแต่กรีดร้อง เธอมองเห็นเด็กชาย สะบัดตัวออกจากการยึดกุม กระเป๋าเสื้อผ้ากระจุยกระจายเกลื่อนไปกับพื้น

ฝนตก

ใน บ้านอันแข็งแรงแน่นหนา เด็กชายอีกคนเปลือยกาย เกลียดชังตนเอง จนอยากจะเอามีดกรีดเนื้อหนังออกไปให้หมด แล้วเกิดใหม่กลายเป็นผีเสื้อ เขาเปลือยกายจ้องมองลำลึงค์น่ารังเกียจของตนโดยไม่ได้มองมีดที่อยู่ในมือ

ฝนตก

เขา ถูกยิงล้มลง เลือดแดงฉานองไปบนพื้นเจือจางไปกับน้ำฝน บางส่วนกระเซ็นเปื้อนกระโปรงสีขาวของเธอเห็นเป็นจุดๆ ขณะเธอมองดูร่างของเขาล้มลงสิ้นใจ ห่างจากประตูรถไปเพียงห้าร้อยเมตร ผู้คนกรูกันเกาะหน้าต่างขณะพนักงานขับรถปิดประตู แล่นจากไปราวไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น

ฝนตก

ฝน สีแดงชื้นผ้าปูที่นอนสีขาวเด็กชายห่อร่างเปลือยของตนไว้ภายใน เจ็บปวดจนรู้สึกชาไปหมด ร่างกายหนาวสั่นเกร็งกระตุกไปทั้งตัว เขากระชับผ้าแน่นเข้า สัมผัส รอยเปื้อนสีแดงที่เริ่มเย็นลง และค้นพบว่า ไม่ว่าเขาจะกรีดเฉือนตนเองสักเท่าไร ก็ไม่สามารถ ทำลายล้างความเกลียดชังลงไปได้เลย ไม่มีทาง

ฝนตก

และใครบางคนคิดถึงเรื่องราวเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเกิดได้ ขณะนั่งดื่มนมร้อนในตอนกลางคืน เพื่อที่จะเข้านอนแล้วหลับฝันดี

แรงบันดาลใจจาก เพลง Two Creatures โดย The Tears

ภาพยนตร์ My Own Private Idaho และ Brokeback Mountain

 

 

 

 

IN THE NAME OF CASSETTE

posted on 27 Jul 2008 12:33 by earoffools  in hearoffools

 

 

แล้วพอถึงตอนนี้เธอก็คิดถึงวัยเยว์  คิดถึงการพบเห็นและพลัดหายของมัน  คิดถึงเพื่อนเก่าแก่ที่เดินเข้าและออกไปจากเส้นรอบวงชีวิตของกันและกัน  คิดถึงอย่างทั่วไปโดยไม่เจาะจงเหตุกรณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดเป็นพิเศษ  เป็นเพียงความเศร้าสร้อยแบบทั่วๆไป หยาบๆอยู่บนผิวของความทรงจตำไม่ดิ่งลึกลงไป  ไม่เจ็บปวด เพียงชั่วขณะหนึ่งเพลงเก่าเพลงหนึ่ง ความฝันหลุดลอยลับหายคราหนึ่ง  ชิ้นส่วนความรักที่ไม่ได้รับการตอบสนองชิ้นหนึ่ง  วัยเยาว์หนึ่งๆ

 

เพลงนั้นประจุยุคสมัยเข้าในตัวมัน  เธอฟังเพลงนั้นครั้งแรกตอนอายุ 18 ตอนนี้เธอฟังมันตอนอายุ 30 เพลงนั้นเป็นเพลงเดิม โน้ตและคำร้องเดิม  แต่ไม่เหมือนเดิมอีก  เนื่องเพราะมันประจุเอาโมงยาม และความถวิลหาเข้าไป  ตอนนี้เพลงเดิมๆที่เธอเคยฟังด้วยเทปคาสเซตต์จนยืดหย่อน  เปลี่ยเป็นไฟล์ดิจิตอลที่จะไม่ยืดยาดจนเป็นแถบสีน้ำตาลที่เลื้อยพันเข้ากับแกนเหล็กสำหรับหมุน  ไม่ต้องดึงยืด ยื้อยุดอย่างเบามือกับหัวเทปไม่จงรักภักดีที่ดูดกลืนมันเข้าไป  ไม่ต้องพึ่งพาดินสอ ที่สอดเข้าไปเพื่อหมุนอย่างช้าและระวังไม่ให้เส้นสายนั้นพลิก หรือพับ หรือถูกยืดออกหรือขาด

 

วัยเยาว์หมุนอยู่ในแถบแม่เหล็กนั้น  ตอนนี้เธอคิดถึงเสียงคลิกขณะกดเพลย์ และกดอัด   คดถึงจังหวะที่พอดีซึ่งร้อยเอาเพลงทั้งหมดจากกองคาสเซตต์เทปสูงท่วมโต๊ะ  เสียงพลาสติกํอกแก๊ก  ปกเทปบรรจุเนื้อเพลง   กระดาษจดรายชื่อลวกๆ เทปเปล่ายี่ห้องทีดีเค ห่อด้วยพลาสติดสีแดงบางๆ ซากพลาสติกตกใต้ต๊ะและอาจปลิวไปตามลม

 

คนรัก เพื่อนสนิท การเดินทาง เธอคิดถึงสิ่งเหล่านั้น คาสเซตต์บางม้วนตกค้างอยู่ที่ไหนสักแห่ง  ในรถตู้ที่เหมากันไปเที่ยวทะเล  เจ้าของรถที่งงงวยกับเพลงประหลาดนอกโลกแห่งหูของเขา   หรือที่ไหนสักแห่ง   เสียงดนตรีขึ้นราตกสมัยซึ่งถูกเลิกใช้ไปแล้ว

 

วัยเยาว์ล่วงหน้าเราไปยังดินแดนอห่งความทรงจำ  ตอนนี้เธอคิดถึงอย่าวเลื่อนลอยราวกับสรรพสิ่งแตกออกเป็นฉากช่วงเล็กๆที่ไม่ปะติดปะต่อ ชื่อหนึ่งใบหน้าหนึ่งแวบผ่านเข้ามา  เธอลังเลนิดหนึ่งว่าจะโทรศัพท์หาคนที่เธอไม่ได้คุยด้วยนานแล้วดีหรือไม่ แต่เธอก็ไม่ได้โทรไป  คิ่คดถึงเงียบๆ ไม่แน่ใจว่าคิดถึงอากาศ เสียเพลง ผู้คน หรือความทรงจำกลางๆ

 

แล้วเธอก็คิดถึงสิ่งอื่น  สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไหลเลื่อนไป สู่การเมือง  เหตุการณ์ตรงหน้า หรือเลื่อนลอยไปสู่เมฆหมอกของสิ่งต่างๆที่เคลื่อนแลงคลี่คลุมม ตะกอนเหตุการณ์ตจจะทับถมกันลงมา และเธอก็จะหลงลืมไป  ถูกเหวี่ยงไปสู่สิ่งอื่นๆ และสิ่งอื่นๆ ต่อไป

scene from CRYING OUT FOR LOVE , IN THE CENTER OF THE WORLD directed by ISAO YUKISADA

ยินดีต้อนรับสู่ สรวงสวรรค์ของคนเขลา

ที่ที่เราเอาหูเดินต่างเท้า

เพื่อเดินทางไกลในเสียงดนตรี

ไปฟังเพลงเพราะกันครับ